ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ

เป็นปัญหาของสาว ๆ ที่โดนรบกวนจิตใจและการใช้ชีวิตย่างมากนั้นคือ การปวดท้องประจำเดือน หลายคนปวดแบบนี้เป็นประจำทุกเดือน จนคิดว่าอาจจะไม่ได้เป็นอันตรายอะไร แต่รู้หรือไม่ เป็นเรื่องปกติ ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่รู้หรือไม่ว่าหากปล่อยอาการนี้ไว้นาน ๆ อาจส่งผลรุนแรงต่อคุณได้ วันนี้ทาง raksukapab.com จะมาทำความรู้จักเรื่อง ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ จะเป็นยังไงรอไปดูกันเลย

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ

ปวดท้องประจำเดือนคืออะไร?

                ปวดท้องประจำเดือน คือ อาการปวดท้องน้อยในช่วงที่มีรอบเดือน โดยปกติแล้วผู้หญิงมักจะมีอาการปวดท้องประจำเดือน ปวดท้องเมนส์ ก่อนมีรอบเดือน 1-2 วัน หรือปวดระหว่างมีรอบเดือนในช่วงวันแรกๆ จะมีอาการปวดเกร็งเล็กน้อย ปวดแบบหน่วง ๆ หรือรุนแรงไปจนถึงบริเวณท้องน้อย ในบางรายอาจมีอาการปวดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดหลัง ปวดแขน ปวดขา ท้องผูก ท้องอืดหรือท้องเสีย เป็นต้น

สีของประจำเดือนบอกอะไร

                ปกติแล้วสีของประจำเดือนในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน อาจมีสีแดงคล้ำ แดงสด สีน้ำตาล หรือสีน้ำตาลเข้ม ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น จำนวนวันของการมีประจำเดือน ปริมาณประจำเดือน ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก หรือภาวะตั้งครรภ์ เป็นต้น

                • ประจำเดือนมีสีแดงสด หรือแดงคล้ำ เป็นภาวะปกติของประจำเดือนในช่วง 3 วันแรก ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีเลือดออกมามาก และในช่วงนี้มักจะมีอาการปวดท้องร่วมด้วย

                • เลือดประจำเดือนมีสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้ม หรือมีสีน้ำตาลดำ ประจำเดือนลักษณะนี้มักพบในช่วงวันแรกหรือวันท้าย ๆ ของรอบเดือน ซึ่งเกิดจากเลือดสีแดงสดถึงขังไว้ในช่องคลอดเป็นระยะเวลาหนึ่งทำให้เลือดเกิดการเปลี่ยนสี

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ

สาเหตุของการปวดท้องประจำเดือน

                อาการปวดท้องประจำเดือน หรือปวดท้องเมนส์มีสาเหตุมาจากการบีบตัวของมดลูก ในช่วงที่มีประจำเดือนเยื่อบุมดลูกจะผลิตสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้มดลูกมีการบีบตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน

                อย่างไรก็ตามอาการปวดประจำเดือนเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุด้วยกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันดังนี้

                1. ปวดแบบปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) คืออาการปวดแบบทั่วไป โดยอาการปวดประเภทนี้พบได้บ่อยที่สุด มักมีสาเหตุมาจาก เยื่อบุโพรงมดลูกผลิตสารโพรสตาแกลนดิน มากจนเกินไป

                2. ปวดแบบทุติยะภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) อาการปวดประเภทนี้มีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพ ภาวะผิดปกติของมดลูก หรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ

                                ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อของระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยจะติดเชื้อที่มดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ หากไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด จะส่งผลให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวดท้องในขณะที่มีประจำเดือนได้

                                เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สาเหตุเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกมดลูก แม้จะเจริญผิดที่แต่ก็ยังทำหน้าที่สร้างประจำเดือนเหมือนเดิม ซึ่งจะส่งผลให้ประจำเดือนมีสีแดงคล้ำ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง และทำให้มีบุตรยาก

                                เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญภายในกล้ามเนื้อมดลูก จะทำให้มีอาการปวดประจำเดือนอย่างมาก เนื่องมาจากมดลูกอักเสบและถูกกด ในบางรายอาจมีเลือดประจำเดือนออกมามากและมีรอบเดือนยาวนานกว่าปกติ ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อยนัก มักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปีที่มีบุตรแล้ว

                                ปากมดลูกตีบ ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อยนัก เกิดขึ้นจากการที่ปากมดลูกตีบแคบเกินไป ส่งผลให้เลือดประจำเดือนไหลได้ช้า ก่อให้เกิดแรงกดภายในมดลูกเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดท้องรุนแรงและเรื้อรัง

                                เนื้องอกนอกมดลูก มีขนาดตั้งแต่เล็กมาไปจนถึงขนาดใหญ่ เนื้องอกจะส่งผลให้มีประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ หรือมีประจำเดือนกระปริบกระปรอยนานเป็นสัปดาห์ และมีอาการปวดประจำเดือนหรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรังร่วมด้วย

สาเหตุของการปวดท้องประจำเดือน

ปวดท้องแบบไหนต้องไปพบแพทย์

หลายคนมองว่าปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ ปวดแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็หาย แต่หากมีอาการเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายที่อันตรายกว่าการปวดประจำเดือนแบบทั่วไป

                • ทานยาแล้วไม่หาย

                • ปวดบีบ และปวดนานกว่า 2-3 วัน มีอาการท้องร่วงและคลื่นไส้ร่วมด้วย

                • ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือรู้สึกปวดท้องน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

                • มีเลือดไหลออกมามากกว่าปกติ ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยแทบทุกชั่วโมง

                • มีเนื้อเยื่อปนออกมากับเลือด เนื้อเยื่อมีสีเทา

                • มีอาการปวดท้องน้อยแม้ไม่มีประจำเดือน

                • ติดเชื้อ เช่น คันบริเวณปากช่องคลอด เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ ตกขาวมีกลิ่น

                • มีบุตรยาก

                • อายุมากกว่า 25 ปี แต่มีอาการปวดประจำเดือนแบบรุนแรงเป็นครั้งแรก

                • มีไข้พร้อมกับปวดท้องประจำเดือน

วิธีบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

                • อาบน้ำด้วยน้ำอุ่น

                • นวดคลึงบริเวณท้องน้อยและหลัง

                • ใช้ถุงประคบร้อนประคบบริเวณท้องน้อยและบริเวณหลัง

                • ทานยาแก้ปวด หรือทานยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์(NSAIDs) ควรทานเมื่อก่อนมีอาการปวด หรือมีอาการปวด ยาแก้ปวดอาจมีผลข้างเคียง ดังนั้นควรใช้เมื่อมีอาการปวดแบบรุนแรงเท่านั้น

                • พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

                • ลดอาหารประเภทไขมัน อาหารที่มีเกลือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มคาเฟอีน

                • รับประทานผัก ผลไม้ อาหารย่อยง่าย และมีคุณค่าทางอาหารสูง

                • ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เช่น โยคะ นั่งสมาธิ

                และนี่ก็เป็นสาระความรู้ของการ ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ บางคนปวดไม่มากมีอาการเพียงเล็กน้อยจึงมักมองข้ามปัญหานี้ไป แต่รู้ไหมว่าแม้จะปวดเพียงเล็กน้อย แต่ปวดเป็นระยะเวลานานหรือแม้กระทั่งปวดท้องแบบรุนแรง  นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายที่จะตามมาได้ ใครที่เป็นก็สังเกตตัวเองนะคะ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ควรไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อตรวจค่ะ

ตามไปชม 3 พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก

สถานที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะของศิลปิน นั้นก็คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ วันนี้เราจึงจะพาไปดู 3 พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก ซึ่งจัดแสดงผลงานจะมีความโดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมเป็นชิ้นงานมาสเตอร์พีซของศิลปินที่โด่งดังของโลกจำนวนมากมาอยู่รวมกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะด้านภาพเขียน รูปปั้น หรืองานแกะสลัก ไปดูกันว่าแต่ละที่จะมีผลงานของศิลปินคนไหนอยู่บ้าง

3 พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก
3 พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก